... เมื่อกลางวัน
... ได้รับฟังข่าวที่ชวนให้จิตใจเศร้าหมอง เรื่องของชีวิตใครบางคนที่กำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย
... ที่ทำให้หดหู่มากกว่านั้น คือชีวิตหนึ่งที่ยังเยาว์นัก ...
.
.
.
... "เวลา" ที่ควรจะได้ใช้ไป...
... อาจจะสำหรับการเพ้อฝันตามประสาเด็กสาว ถึงรักครั้งแรก หรือเด็กหนุ่มที่แอบชอบพอ
... "เวลา" ซึ่งควรจะได้สนุกสนานและมองไปยังอนาตคที่สดใส
... ยังไม่นับถึงพ่อแม่ที่ต้องปวดร้าวเพราะเห็นลูกทรมานกับความเจ็บปวด
.
.
.
... เป็นเรื่องที่ "น่าคิด" หรือ"ต้องคิด"
... ใครบางคนเคยปรารภถึงการใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาทเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับวันสุดท้ายใน "หากเราต้องจากกัน"
.
.
.
... อยากให้ได้อ่าน
.
.
.
คอร์ลัม ถนนสายหนึ่ง โดย วรพจน์ พันธุ์พงศ์
"หากเราต้องจากกัน"
.
.
.
สภากาแฟย่านบางลำพูสแควร์มีมติเป็นเอกฉันท์ว่าโง่
องค์สัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสั่งสอนศาสนิกว่าเป็นบาปมหันต์
ผมเห็นด้วย ยอมรับ แต่บางทีกลับรู้สึกอิจฉาคนฆ่าตัวตาย
ไม่ได้เบื่อโลก เบื่อชีวิต เลยคิดอยากตายตามไปด้วย จะได้สิ้นเวรหมดกรรมไปเสียที แต่อิจฉาว่านักฆ่าตัวเองเหล่านั้นมีเวลาสำหรับการเตรียมตัวตาย อย่างน้อยที่สุด จะบอกรักหรือบอกเลิกใคร ก็ทำได้เท่าที่ใจปรารถนา
ในทรรศนะผม การมีเวลาเป็นสิ่งประเสริฐเสมอ แม้กระทั่งเวลาในโมงยามสุดท้าย ก่อนที่ร่างกายนี้จะแตกดับ
ดีไม่ดี เวลาเตรียมตัวตายนั่นเองที่อาจมีความหมายมากที่สุดของการมีชีวิตอยู่ เพราะเมื่อหยั่งรู้ว่าจะต้องละลาสังขาร เหลือเวลาเพียงจำกัด เป็นไปได้มากว่าเราย่อมต้องใช้มันอย่างพินิจพิเคราะห์ เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด ไม่ว่าจะเพื่อตัวเอง หรือคนสนิทชิดใกล้
นอกจากมหาบุรุษและพระอรหันต์ มีเพียงคนตัดสินใจลาโลกด้วยน้ำมือตัวเองเท่านั้นที่มีเวลาช่วงพิเศษนี้ ใครคนอื่นมีแต่จากลาไปโดยไม่ทันตั้งตัว ใช่, ไม่มีใครล่วงรู้และคอยระมัดระวังเลยว่าความตายจะเดินทางมาถึงเมื่อไร หลายคนกิน นอน ร่อนเร่อยู่ในความประมาทด้วยซ้ำ ทำตัวราวกับว่าชีวิตเป็นอมตะ ขณะที่อีกหลายคนแม้ใช้ชีวิตด้วยความรอบคอบ ใฝ่ดี เพียบพร้อมด้วยอุดมคติงดงาม แต่ทุกผู้ทุกนามล้วนมีโอกาสดับสูญอย่างเท่าเทียม—ในทุกๆวินาที เนื่องเพราะความตายไม่เคยแยแสรายละเอียดเหล่านี้ ไม่ใส่ใจไยดีว่าใครเป็นใคร
นอนหลับตาพริ้มอยู่ในโรงแรมหรู จู่ๆมัจจุราชก็เช็กอินตามเข้ามาจูงมือไปได้ในนามสึนามิ
ขับมอเตอร์ไซค์ ตั้งใจไปสอนหนังสือเด็กเช่นทุกเช้า โจรนิรนามขับรถมาตีคู่ จ่อยิงทิ้งรายวัน ยะลา ปัตตานี นราธิวาส ระอุร้อนกว่าไฟนรก ความเป็นความตายกอดเกี่ยวกันอยู่บนเส้นด้าย
มุ่งมั่นทางธรรมเป็นพระหนุ่มน้ำดี จุดแสงสว่างนำทางชาวบ้านคัดค้านเกษตรกรรมสารเคมีไร่ส้มของนายทุนใหญ่ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ยังถูกคนร้ายไม่ทราบจำนวนลอบทุบแทงมรณภาพถึงในวัด...
จากโศกนาฏกรรมครั้งประวัติศาสตร์ที่ตึกเวิลด์เทรด นิวยอร์ก เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544 ถึงก่อการร้ายกลางมหานครลอนดอน วันที่ 7 กรกฎาคม 2548 เราไม่มีวันรู้เลยว่าแท้จริงชีวิตคืออะไร จะสั้นหรือยาวแค่ไหน ขึ้นอยู่กับอะไร
การถาโถมโยนตัวขึ้นไปในมนตราของกิจกรรมเชียร์ลีดเดอร์อาจมีความเสี่ยงสูงต่อการผิดพลาดบาดเจ็บ หรือแม้แต่เสียชีวิต จะว่าไป เรายังเข้าใจได้ แม้ในความปวดร้าวเศร้าสร้อย แต่ ณ ขณะกำลังนอน นั่งทำงาน หรือโดยสารรถเมล์รถไฟ จู่ๆ ก็มีระเบิดตูมใหญ่ ฝีมือใครก็ไม่รู้ เราต่างกลายเป็นเหยื่อและล้มตายได้ตลอดเวลา แม้ว่าไม่เคยมีเรื่องทะเลาะกัน ไม่เคยโกรธ เกลียด ไม่เคยรู้จัก
พ.ศ.นี้ มิใช่เพียงโจรผู้ร้าย ไม่ใช่นายทหารในสนามรบ ทว่าทั้งเด็ก สตรี และคนชรา ล้วนมีลมหายใจในอัตราสุ่มเสี่ยงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
มันทำให้ความตายยิ่งกลายเป็นเรื่องราวที่ผมคิดถึงอยู่บ่อยครั้ง
คิด ทั้งที่แทบไม่เคยมีคำตอบ ไถ่ถาม ทั้งที่เอาเข้าจริงก็วนเวียนอยู่ในกรอบเดิมๆ
เรื่องที่ปราชญ์ทุกยุคสมัยไม่เคยเข้าใจอย่างแจ่มกระจ่างคือความตาย เหตุผลโง่ๆ เพราะพวกเขาไม่เคยตาย
การกระโดดแม่น้ำเจ้าพระยาฆ่าตัวตายของเด็กหนุ่มคนหนึ่งเป็นข่าวที่ผมตามอ่านอย่างเกาะติด เขาล้มเหลวในสองครั้งแรก ในสองสะพาน ก่อนจะประสบความสำเร็จในครั้งที่สาม จากราวสะพานซังฮี้ หนังสือพิมพ์และโทรทัศน์รายงานข่าวแบบคลุมเครือ กระทั่งคาดเดามากกว่า ว่าสาเหตุเป็นเพราะเขาผิดหวังเรื่องความรัก
ในชีวิต, ผมเจอคนอกหักมามิใช่น้อย ซึ่งอย่างดีพวกเขาก็แค่หาข้ออ้างกินเหล้าเมายาสามวันเจ็ดวัน ไม่เห็นเคยมีใครฆ่าตัวตาย แล้วอะไรบงการให้เด็กหนุ่มคนนี้พยายามอยู่ถึงสามครั้ง
พูดก็พูดเถอะ กับเรื่องอื่น แม้มองเห็นผลบั้นปลายในแง่บวกแน่ๆ บางเรายังไม่มีความมุมานะขนาดนี้เลย นี่เป็นเรื่องการฆ่าตัวตาย ทำไมเขาจึงพากเพียรทำจนได้
ความรักมีพลังอำนาจอยู่เหนือการควบคุมของมนุษย์ถึงเพียงนี้จริงหรือ…
จำเรื่องของผู้ชายที่โดดลงไปให้ฝูงจระเข้ไล่งับได้ไหม แล้วชายอีกคน ที่ลาโลกด้วยการปาดป้ายกาวตราช้างอุดจมูกและปาก
ยังมีใครอีกหลายคนคิดค้นหาทางตายด้วยวิธีที่เหลือเชื่อ ทั้งหมดทั้งมวล ล้วนมุ่งสู่จุดหมายเดียวกันคือการหยุดและตัดขาดจากรูปรอยชีวิตในชาติภพนี้
วิธีฆ่าตัวตายประหลาดๆเป็นข่าวที่ขายได้เสมอ แต่ระหว่างบรรทัดหรือสิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือช่วงเวลาก่อนที่จะตาย ขั้นตอนของการเตรียมตัว อารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดท้ายๆ อย่างที่บอก มีเพียงคนกลุ่มนี้เท่านั้นที่ถือครองห้วงยามสุดพิเศษดังกล่าว หมายความว่าถ้าเขาหรือเธอไม่บุ่มบ่ามเอาแต่ใจเสียจนมองข้ามมันไป
โดยปกติ คนเราไม่ค่อยนึกถึงความตายกันนัก เพียงพูดขึ้นมา หลายคนยังบอกว่าไม่ดี ไม่เป็นสิริมงคล มันเป็นเหตุผลเหมือนกันว่าทำไมคนส่วนใหญ่จึงเพิกเฉย ละเลย ไม่เคยเตรียมตัวสำหรับการจากพรากอันเป็นนิรันดร์
เหตุด่วนเหตุร้าย น้ำท่วม ไฟไหม้ ยังมีการซักซ้อมป้องกัน แต่เรื่องสลักสำคัญที่สุดกลับไม่มีใครเหลียวมอง
ใช่, มันน่าเศร้า
แต่เราก็จำเป็นต้องคิด เรื่องไร้สาระอย่างวันนี้จะใส่รองเท้าคู่ไหนดี สวมเสื้อสีอะไร ยังคิดค้นให้ค่ากันถึงขั้นเป็นคอลัมน์ประจำในแมกกาซีน ทำไมความตายจึงจะถูกหยิบยกมาใคร่ครวญบ้างไม่ได้
หากเราต้องจากกัน...
ซีกเสี้ยวหนึ่งของความตายคือการพรากจาก มันเป็นด้านร้ายที่น่าหวาดกลัวที่สุด เจ็บน่ะไม่เท่าไรหรอก เจ็บ อย่างดีก็แค่ตาย แต่จากนี่มันหดหู่ กระทั่งตายไปแล้วก็ยังไม่รู้ว่าจะหายเคว้งคว้างหรือยัง
ในความรัก วันเวลาแสนอุ่นในอ้อมกอด เราปรารถนาจะมีกันและกันตลอดไป เราชอบเรื่องราวและบทสนทนาเหล่านั้น หลงรักรูปกาย ใบหน้า แววตาร่าเริงอย่างนั้น เคลิบเคลิ้มในรสสัมผัสแบบนั้น มันทำให้เราผูกพัน เสพติด รู้สึกเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ และแน่นอนว่ายากจะทำใจ หากเราต้องจากกัน
อยู่แค่คนละฝั่งกรุงเทพฯ ก่อนจากยังร่ำลาซ้ำแล้วซ้ำเล่า กว่าจะเข้านอนได้ก็ต้องโทรฯพะเน้าพะนอออดอ้อนกันอยู่นาน ถ้าถึงขั้นต้องตาย เราจะบอกลากันอย่างไรให้รู้สึกเพียงพอ
คำว่า รัก หรือ คิดถึง หรือ เป็นห่วงเป็นใย อาจทดแทนความรู้สึกได้ แต่มันก็เป็นเพียงถ้อยคำลา ซึ่งถึงอย่างไร เราก็ยังต้องแยกจากกันอยู่ดี แล้วมันจะมีประโยชน์อะไรไหม
ชาติ กอบจิตติ เขียนเล่าไว้ใน ‘บันทึกเรื่องราวไร้สาระของชีวิต’ ว่า เขาพบเด็กหนุ่มชาวญี่ปุ่นคนหนึ่ง ระหว่างการเดินทางท่องเที่ยวในสหรัฐอเมริกา วงเหล้า บทสนทนาและนิสัยที่ถูกคอกันรุ่งเช้า—เช้าก่อนจะจาก หนุ่มลูกพระอาทิตย์เอ่ยปากขอที่อยู่จากมิตรแปลกหน้า ชาติตอบว่าอย่าเลย ถ้าโชคชะตาฟ้าลิขิตให้เราต้องมาเจอกัน ก็ได้เจอกันเองให้มันเป็นไปโดยกำหนดบัญชาของคนบนฟ้าเหมือนครั้งนี้ดีกว่า หรือโชคร้าย ถ้าจะไม่ได้เจอกันอีกเลยตลอดทั้งชีวิต ก็ไม่เป็นไร เพราะนี่เราก็ได้เจอกันแล้ว
เขาไม่ได้บรรยายว่าเด็กหนุ่มมีอากัปกิริยาอย่างไรต่อคำตอบนี้ แต่ในฐานะผู้อ่าน ผมเห็นด้วยกับนักเขียนชื่อชาติ เห็นด้วย ขณะเดียวกันก็ปวดร้าวลึกๆ ว่าถึงที่สุดแล้ว การจากลาคงเป็นเรื่องปกติสามัญในชีวิต เราต้องเผชิญหน้า กล้ายอมรับความจริงของมัน ถ้าไม่อยากร่ำไห้อาลัยอาวรณ์เรื่องนี้บ่อยๆ
เหนืออื่นใด หากพลิกเหลี่ยมเลือกมองในมุมใหม่ๆได้ แทนที่จะเสียน้ำตา เราอาจมีรอยยิ้ม
มันไม่น่าดีใจหรอกหรือที่เราได้มาพบเจอกัน ผู้คนมีตั้งมากมายหลายร้อยล้าน เรามารักกันได้อย่างไร นี่ไยจึงไม่ใช่เรื่องน่าอัศจรรย์
แทนอารมณ์หม่นเศร้าร้าวราน เราอาจต้องจัดงานเลี้ยงเฉลิมฉลอง
ภาพเดียวกัน เรื่องเดียวกัน บ่อยครั้งมันก็อยู่ที่เราด้วยว่าจะเลือกมองด้วยสายตาอย่างไร
มันไม่ง่ายหรอก พูดตรงๆ ผมไม่เชื่อด้วยซ้ำว่าชาติจะมองเห็นแง่งามของการจากลาในทุกๆครั้ง แกล้งทำเฉยปล่อยผ่านกับสัมพันธภาพ ยิ่งคนที่ใช้ชีวิตเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเรื่องคุณธรรมน้ำมิตรอย่างเขา น่าจะเป็นวิธีปลอบตัวเองมากกว่า ที่สำคัญ เพื่อให้อีกฝ่ายเข้าใจชีวิต และเลิกคิดหวังพึ่งอนาคตมากเกินไป
เมื่อความตายเวียนว่ายเข้ามาในความคิด ผมมักนึกถึงคำของชาติ จำได้ พอรู้เท่าทัน แต่ไม่เคยทำใจได้สักครั้งว่าเราได้พบกันแล้ว ไม่ว่าจะอย่างไร ความรู้สึกยังคงเอนเอียงไปทางคร่ำครวญเสียใจกับการลาจากคนรักทุกที แล้วความเชื่อมั่นทั้งหมดที่มีก็ค่อยซีดจาง หมดเรี่ยวแรงกำลังจะลุกขึ้นมาทำทุกสิ่งทุกอย่าง ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เหมือนทารกที่พลัดตกลงจากมือแม่
มากกว่าความเจ็บ มันเป็นภาวะใจหาย ไม่มีอ้อมอกที่อบอุ่นคุ้นเคยคอยประคับประคอง
หากเราต้องจากกัน...
แค่น้ำเสียงในถ้อยคำยังชวนให้หวั่นไหว ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ภาพและเรื่องราวต่างๆ ผุดพรายขึ้นมาทับซ้อนย้อนฉายถึงเหตุการณ์ในวันเก่าก่อน ชนิดที่เราเองทำได้เพียงนั่งสงบนิ่งและจ้องมอง ห้องห้องนั้น ม้านั่งตัวนั้น โปสการ์ดแผ่นนั้น ดอกไม้ดอกนั้น หนังเรื่องนั้น เพลงบทนั้น ไวน์แดงขวดนั้น แม่น้ำสายนั้น รถไฟเที่ยวนั้น ฯลฯ
ผู้ชายคนหนึ่งยืนเหม่อมองเครื่องบินที่ท่าอากาศยานนานาชาติบนเกาะฮ่องกง เป็นอีกภาพหนึ่งที่ผมจดจำติดตา แม้เวลาจะผ่านมาเนิ่นนาน ภาพนี้ยังตราตรึงอยู่ในใจ ผมไม่รู้จักเขา เราไม่เคยข้องเกี่ยวสัมพันธ์กัน ทว่ามันเป็นภาพที่ทำให้ผมมองชีวิตในอีกความหมายหนึ่ง ความหมายของการเป็นผู้เฝ้ามอง ชื่นชมอยู่ห่างๆ และเรียนรู้ที่จะมีชีวิตอยู่โดยลำพัง
ผมเสียใจเท่าที่ทุกคนเสียใจ หากเราต้องจากกัน แต่ผมจะไม่เสียดายวันเวลาที่เราใช้จ่ายไปด้วยกัน ไม่เคยเสียใจที่ได้รักเธอ
มากกว่านั้น ในขณะที่สองเรายังมีชีวิตอยู่ ผมคิดว่าจำเป็นต้องคิดถึงความตายให้มาก คิดเพื่อจะตระหนักว่าวันเวลาของเรามีจำกัด โลกโหดร้ายขนาดนี้ ไม่มีใครรู้หรอกว่ากระสุนปืนและแรงระเบิดจากสงครามที่ไร้กฎกติกาจะมาตอนไหน ทางเดียวที่เรา—คนไม่กล้าฆ่าตัวตาย น่าจะพอทำได้คือเตรียมตัวเตรียมใจอยู่เสมอว่า
พรุ่งนี้อาจไม่มี
วันนี้เป็นวันสุดท้าย
ภายใน 24 ชั่วโมงข้างหน้า เธอคิดไว้หรือยังว่าจะทำอะไร
.........................................................................
ตีพิมพ์ครั้งแรก: คอลัมน์ ‘Being There’ นิตยสาร Image
No comments:
Post a Comment